680 สมาชิก
0 วันนี้
5 อาทิตย์นี้
95 เดือนนี้
ล่าสุด: Barry_tona
 
 
 

ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
Welcome, Guest
Please Login or Register.
Lost Password?
Go to bottom Post Reply

_JJ_TOPIC Re:เมื่ออ่านแล้วเห็นว่าดี จึงขอนำมาฝากค่ะ

#1760
แว่นสีฟ้า (User)
Posts: 1207
graph
Re:เมื่ออ่านแล้วเห็นว่าดี จึงขอนำมาฝากค่ะ 2011/07/01 16:29 Karma: 3  
เรื่องการกิน *บัญญัติสำหรับภิกษุไม่เกี่ยวกับฆราวาส


--------------------------------------------------------------------------------

เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ
๑. ไม่ได้เห็น
๒. ไม่ได้ยิน
๓. ไม่ได้รังเกียจ
มหาวิ.วิ. ๑/๗๑๑/๕๙๑

--------------------------------------------------------------------------------




เรื่องการฆ่า *บัญญัติมหาชน

--------------------------------------------------------------------------------

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาต อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว
ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย
วิบากแห่งปาณาติบาตอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความเป็นผู้มีอายุน้อยให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์
นว.อํ ๒๓/๑๙๓/๑๓๐

--------------------------------------------------------------------------------

จากคุณ : ไม้มณฑารพ
เขียนเมื่อ : 29 มิ.ย. 54 01:06:00
  The administrator has disabled public write access.
#1761
แว่นสีฟ้า (User)
Posts: 1207
graph
Re:เมื่ออ่านแล้วเห็นว่าดี จึงขอนำมาฝากค่ะ 2011/07/01 16:33 Karma: 3  
ต่อให้ชาวพุทธทุกคนเลิกกินเนื้อสัตว์แล้วหันไปกินพืชผัก การฆ่าก็ยังเกิดขึ้นอยู่ดี ด้วยชาวพุทธเป็นเพียงชนกลุ่มน้อยในโลกใบนี้

จากคุณ : จันทร์สะท้อนเงา
เขียนเมื่อ : 29 มิ.ย. 54 00:33:16
  The administrator has disabled public write access.
#1762
แว่นสีฟ้า (User)
Posts: 1207
graph
Re:เมื่ออ่านแล้วเห็นว่าดี จึงขอนำมาฝากค่ะ 2011/07/01 16:38 Karma: 3  

ความคิดเห็นที่ 13

ตอบทุกอาทิตย์นะ

ก่อนจะมาเรื่องกิน
ขอคุยก่อนว่า พระพุทธเจ้านั้น อะไรเห็นว่าเป็นบาปท่านจะห้าม
อะไรที่เป็นบุญท่านจะสนับสนุน
ดังนั้น ศีล ๕ จึงเป็นพื้นฐาน
โดยข้อแรกคือ ปานาติปาต คืองดเว้นจากการฆ่าสัตว์(และทำร้ายมันด้วย)

ทีนี้มาเรื่องกิน
พระเทวทัตเคยขอให้พระพุทธเจ้ากำหนดวิันัยหลายอย่าง
ซึ่งพระพุทธเจ้าปฏิเสธหมด
หนึ่งในนั้นคือ กำหนดให้พระภิกษุงดฉันเนื้อสัตว์
พระพุทธเจ้าปฏิเสธ โดยระบุตามที่คุณ ไม้มณฑารพ ให้มานั่นแหละ
คือ พระภิกษุพิจารณาอาหารแล้ว ถ้าเนื้อสัตว์นี้ไม่ได้เป็นผู้ฆ่าเอง ไม่ได้ใช้ให้คนอื่นฆ่า
หรือ ไม่ได้รังเกียจสงสัยว่าเขาฆ่ามาเพื่อตนเฉพาะ
พระพุทธเจ้าอนุญาตให้ฉันได้

ลองมาดูตรงนี้ ถ้าการกินเนื้อสัตว์บาปกรรมจริง
ไม่ว่าจะมีคนจัดให้ หรือไปหามาเอง มีคนถวายหรือว่าซื้อมาเอง
พระพุทธเจ้าจะอนุญาตให้พระภิกษุทำบาปทำกรรมหรือ?
เพียงเพื่อเห็นแก่กินเป็นคนเลี้ยงง่ายก็เลยยอมทำบาปหรือ

แล้วโปรดทราบไว้ด้วยว่าในสมัยพุทธกาลนักบวชนอกศาสนาพุทธส่วนใหญ่ก็ไม่กินเนื้อ
ดังนั้นการที่ญาติโยมจะถวายอาหารที่ไม่มีเนื้อแก้พระภิกษุไม่ใช่เรื่องยากอะไร
เป็นเรื่องที่เขาเคยๆปฏิบัติกันมาอยู่แล้ว
มันไม่ง่ายไปอีกหรือถ้าการกินเนื้อสัตว์แล้วบาปพระพุทธเจ้าก็กำหนดวินัยเรื่องนี้ไปเลย
ว่าห้ามกิน
แต่นี่ทรงให้พิจารณา ๓ ฐานก่อนด้วยซ้ำ
นี่เป็นการยุ่งยากกว่าเดิม หรือว่าเรียบง่ายกว่าเดิม แบบไหนเลี้ยงยากกว่ากัน

การเดินไปในร้านสั่งหมูกะเพรา กับการ เดินไปในคอกหมู สั่งเชือดหนึ่งตัว
คุณว่าใจคอคนไหนโหดร้ายทารุณกว่ากัน

สมัยนี้มีคนมากมายที่ไม่กินเนื้อสัตว์
แต่ในขณะที่ผมกำลังพิมพ์อยู่นี่ก็ยังมีคนฆ่าสัตว์เพื่อเอาไปขายอยู่วันยังค่ำ
คนเขาฆ่า เขาก็ฆ่า ไม่ว่าเราจะกินหรือไม่กินนะ

การแยกแยะเรื่องนี้ไม่ออกก็ไม่แปลก เพราะเป็นอุปกิเลส
จริงๆแล้วการกินอาหารนั้น ต้องพิจารณาอาหารเป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา
ไม่ว่าจะพืชผัก ผลไม้ รากเหง้า เนื้อสัตว์ มันสกปรกทั้งนั้น
กรรมฐานแบบนี้ไม่ค่อยจะทำ มาเพ่งเล็งกันแต่นอกทางมรรคผล

ก็มีคำสอนของพระอาจารย์ต่างๆมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลองอ่านดูนะ

ธรรมะจากหลวงปู่ดูลย์ เรื่องการกิน

มีพระนักปฏิบัติได้สอบถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ว่า ได้ปฏิบัติทางจิตมานานก็พอมีความสงบอยู่บ้าง แต่มีปัญหาทางอาหารบริโภคเนื้อสัตว์ คือ เพียงแต่เห็นก็นึกเวทนาไปถึงเจ้าของเนื้อนั้น ว่าเขาต้องสูญเสียชีวิตเพื่อเราผู้บริโภคแท้ๆ คล้ายๆ กับว่าเราผู้ปฎิบัติจะขาดเมตตาไปมาก เมื่อเกิดความกังวลใจเช่นนี้ ก็ทำความสงบใจได้ยาก
หลวงปู่ตอบว่า “ภิกษุจะบริโภคปัจจัยสี่ต้องพิจารณาเสียก่อน เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า การกินเนื้อสัตว์ คล้ายเป็นการเบียดเบียนและขาดเมตตาต่อสัตว์ ก็ให้งดเว้นการฉันเนื้อเสีย พากันฉันอาหารเจต่อไป”
ต่อมาประมาณสี่เดือน ภิกษุกลุ่มนั้นมากราบเรียนหลวงปู่อีกหลังจากออกพรรษาแล้ว ว่าพวกกระผมฉันเจมาตลอดพรรษาด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะญาติโยมแถวบ้านโคกกลาง อำเภอปราสาทนั้น ไม่มีใครมีความรู้เรื่องอาหารเจเลย ลำบากด้วยการแสวงหา และลำบากแก่ญาติโยมผู้อุปัฏฐาก บางรูปถึงสุขภาพไม่ดี บางรูปเกือบไม่พ้นพรรษา การทำความเพียรก็ไม่เต็มที่เท่าที่ควร
พลวงปู่ตอบว่า “ภิกษุเมื่อจะบริโภคปัจจัยสี่ต้องพิจารณาเสียก่อน ครั้นเมื่อพิจารณาแล้ว เห็นว่าอาหารที่ตั้งอยู่เฉพาะหน้านี้แม้จะมีผักบ้าง เนื้อบ้าง ปลาบ้าง ข้าวสุกบ้าง แต่ก็เป็นของบริสุทธิ์ โดยส่วนสาม คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน และเขาไม่ได้ฆ่าเพื่อเจาะจงเรา และเราก็แสวงหามาโดยชอบธรรมแล้ว ญาติโยมเขาก็ถวายด้วยความศรัทธาเลื่อมใสแล้ว ก็พึงบริโภคอาหารนั้นไป ครูบาอาจารย์ของเราท่าก็ปฏิบัติอย่างนี้มาแล้วเหมือนกัน”
(หลวงปู่ดุลย์มีเมตตามาก ไม่ขัดใครให้โกรธ แต่แนะนำได้ลึกซึ้ง)

เรื่องกินเจ

(จากประวัติ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง)


ในระหว่างที่ท่านหลวงปู่มั่นกำลังพักฟื้นไข้อยู่ที่ตำบลป่าเปอะนี้
พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม ซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่าน
เดินทางมาพร้อมคณะญาติโยมหลายคนล้วนแต่มีบรรดาศักดิ์ ได้ร่วมกันเข้าไป
กราบเรียนท่านถึงเรื่องการกินเจ คล้าย ๆ จะมาชวนท่านให้กินเจเหมือนที่ตัวเองกิน แล้วก็พูดว่า
การกินเจดีอย่างนั้นอย่างนี้ คนที่กินเจเป็นคนสะอาดบริสุทธิ์ คล้ายจะมาสอนท่านว่า
พวกตัวเองรู้ฉลาดการกินเนื้อเป็นเหมือนเปรตเหมือนผี ใครกินเนื้อเป็นเปรดผี เป็นคนชั่วในสายตาคนกินเจหมด

ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเอ่ยขึ้นด้วยความถึงใจ เพื่อสอนลูกศิษย์ไม่ให้ลุ่มหลงมองอะไรด้านเดียว
โดยไม่พิจารณาใคร่ครวญให้ดีเสียก่อน เป็นเชิงสอนที่คมคายมากว่า

"อ้อ!...อุ่นท่านจะเอาอย่างนี้หรือ?
คนเรามันไม่ได้วิเศษเพราะการกินผักกินเนื้อนะ แต่มันวิเศษด้วยการกิน เพราะการพินิจพิจารณาโดยแยบคาย
อันผักหญ้าเนื้อนั้นมันไม่ได้รู้เรื่องดี เรื่องขั่ว เหมือนคนเรา จิตเราดอก
พระธรรมคำสอนแง่หนักเบาต่างหาก
ที่เรานำมาพินิจพิจารณา แล้วนำมาสอนตนจะทำให้เราดีขึ้นได้ เรื่องกิน อยู่หลับนอน
อะไร ๆ พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงบัญญัติไว้หมดแล้ว
ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรกับกินเจไม่กินเจ กินเนื้อ ไม่กินผัก กินแต่ผักไม่กินเนื้อ
อันไหนกินได้ ฉันได้ ท่านก็บัญญัติไว้หมดแล้ว

ถ้าท่านคิดว่าการกินแต่ผักทำให้ท่านเลิศเลย เป็นผู้วิเศษขึ้นมาได้ อันนี้ผมก็สุดปัญญาที่จะสอนท่าน
ถ้าการกินแต่ผักอย่างท่านว่า เป็นผู้บริสุทธิ์สิ้นกิเลส จบพรหมจรรย์ได้ มนุษย์ไม่ได้สิ้นกิเลสหรอก
วัวควายเป็นต้นนั่นแหละมันจะสิ้นก่อน เพราะมันไม่ได้กินเนื้อ มันกินแต่ผักแต่หญ้า
เต็มปากเต็มพุง มันกินแต่ผักแต่หญ้า ทำไมลูกมันถึงเต็มท้องไร่ทุ่งนา
ถ้าการกินแบบท่านว่าเป็นของเลิศ วัวควายมันเลิศก่อนแล้ว
เพราะมันเกิดมามันก็กินแล้ว โดยไม่ต้องมีใครคอยสอน
ถึงท่านกินยังไง มันก็ไม่เท่าวัวเท่าควายกินหรอก
เพราะวัวควายมันปฏิเสธเนื้อโดยประการทั้งปวง กินแต่ผักแต่หญ้า

ถ้าจะกินเจ ฉันเจ กินผักไม่กินเนื้อ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร
แต่การไปหาตำหนิคนโน้นคนนี้ ว่ากินเนื้อเป็นเปรตเป็นผี มันไม่สมควร แล้วก็มาหลงตน
ยกยอตนว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่าคนอื่นเขา
ท่านดูใจของท่านเองก็ได้นี่ ว่ามันประเสริฐตรงไหนหรือยัง ถ้ายังไม่ประเสริฐ
ให้รีบแก้ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เผาหัวอยู่นั่นล่ะ
มันเป็นสิ่งที่ท่านต้องแก้เสียโดยเร็วพลัน ไม่ใช่วัน ๆ เที่ยวแต่ชวนหาคนมากินผัก ไอ้ผักนั้นผมก็กิน
คนเรามันประเสริฐเลิศได้ด้วยความประพฤติ มิใช่เพราะการกิน ส่วนเรื่องการกินเป็นเรื่องรอง ๆ
อย่าเอามาเป็นเรื่องเอก ท่านจะกินก็กินเถอะเจ ผักของท่านนั้น ผมไม่เอาด้วยหรอก"

เมื่อท่านพูดจบลง คณะญาติโยมที่มาด้วยเงียบกริบ มองตากันปริบ ๆ ไม่มีใครกล้าพูดกล้าแสดงอะไรอีก
บางคนคงจะรู้สึกว่า เหมือนฟ้ามันผ่าลงที่กบาลฤดูแล้ง บางคนก็คงจะเห็นเหตุผล
ที่ท่านแสดงอย่างคมคาย แต่สำหรับบางคนที่จิตใจไม่ยอมรับความจริง ก็ถือว่าเป็นกรรมของสัตว์ไป

อ้างใน http://board.dserver.org/l/luangta3/00000245.html

ผู้ถาม : " เรื่องการถวายอาหารพระนะครับหลวงพ่อ เวลาอุบาสิกานำอาหารไปถวายพระ แล้วก็เอาอาหารพวกเนื้อสัตว์ไปถวาย จะบาปไหมครับ...? "

หลวงพ่อ : " ถามไม่ละเอียดนี่ อาตมาตอบไม่บาปเลยก็ได้ คือ เนื้อสัตว์ที่เขาฆ่าแล้วและไปซื้อมา เราไปบังคับให้เขาฆ่าเมื่อไรละ ใช่ไหม...? "

ผู้ถาม : " ถ้าเราไม่กินเขาก็ไม่ฆ่า "

หลวงพ่อ : " ถ้าเขาไม่ฆ่าเราก็ไม่ซื้อ เราไม่ซื้อเขาก็ฆ่า เราไม่ซื้อคนอื่นซื้อ เขาก็ฆ่า ถ้าเราสั่งให้เขาฆ่าซิ "วันนี้ไก่ ๓ ตัวนะ" "วันนี้ขอหมูให้ฉัน ๑ ขานะ" "พรุ่งนี้จะแต่งลูกสาว เอาวัว ๓ ตัว หมู๓ ตัวนะ" อย่างนี้บาป ตั้งแต่เริ่มสั่ง พระยายมบันทึกแล้ว บันทึกตั้งแต่สั่งแล้ว ถ้าตายไปก่อน รับวัวรับหมูนะ ลงเลย "

ผู้ถาม : " ก็หมายความว่าบาปเฉพาะ คนสั่งฆ่า กับ คนฆ่า...! "

หลวงพ่อ : " คนไหนฆ่าสัตว์คนนั้นก็บาป คนไหนสั่งคนนั้นก็บาป เราซื้อที่เขาฆ่ามาขาย กินเท่าไรเราก็ไม่บาป เพราะไม่เป็นบาปพระพุทธเจ้าจึงไม่ห้าม ที่ไม่ห้ามเพราะว่าเขาฆ่าเป็นปกติอยู่แล้ว
คำว่า บาป นี้แปลว่า ชั่ว บุญ แปลว่า ดี ทำชั่วแปลว่าบาป ทำดีเรียกว่าบุญ ทีนี้ชีวิตเขามีอยู่เราไปฆ่าเขา ชีวิตของเรา เราก็ไม่ต้องการให้คนอื่นเขาฆ่า ถ้าเราไปฆ่าเขาเราก็เป็นคนชั่ว ฉะนั้นถ้าเขาไปฆ่ามาแล้ว เราไปซื้อกิน อันนี้ไม่ชั่วเพราะไม่ได้สั่งให้เขาฆ่า แต่ว่าถ้าเอาเนื้อมาแล้วบอก "เฮ้ย พรุ่งนี้เพิ่มหน่อยซีเว้ย" ทีนี้เอาแน่ ต้องว่ากันอย่างนี้นะ "


ผู้ถาม : " มีคนเขาบอกว่า การฆ่าสัตว์ คนฆ่าไม่บาปเท่าไรแต่คนกินบาป และเขายังบอกอีกว่า ถ้าไม่กินแล้วใครจะฆ่า "

หลวงพ่อ : " คิดเอาเองมากกว่า คนกินเขาไม่ได้สั่งให้ฆ่า นี่เขาฆ่าขาย ถ้ามีขายเขาก็ซื้อกิน จะไปโทษคนกินเขาไม่ได้หรอก ถ้าคนกินสั่งให้เขาฆ่าอันนี้จึงบาป ไม่งั้นพระพุทธเจ้าคงจะห้ามพระฉันเนึ้อสัตว์ นี่เขาว่ากันเอาเอง ไม่ถูกหลักเกณฑ์อะไรหรอก พระพุทธเจ้าตรัสว่า

"เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ"
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราถือเจตนาเป็นตัวกรรม"

เจตนา แปลว่า ตั้งใจ ถ้าตั้งใจคิดจะฆ่าแล้วลงมือฆ่าอันนี้บาปแน่ "


ผู้ถาม : " ถ้ารับประทาน อาหารมังสวิรัติ จะตัดกิเลสได้ หรือเปล่าคะ...? "

หลวงพ่อ : " ถ้าตัดได้จริง พระพุทธเจ้าคงยอมตามที่พระเทวทัตขอพรแล้ว ฉันลองมา ๓ ปี เมื่อบวชใหม่ ๆ ฉันไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย แล้วฉันหนเดียวด้วย และฉันไม่บอกชาวบ้านด้วย ถ้าบอก ชาวบ้านก็ต้องทำอาหารลำบาก ก็ไปบิณฑบาตธรรมดา แต่เนื้อสัตว์เราไม่กิน บางวันไม่มีอะไรมาให้เลย ก็กินเกลือกับหัวหอมกินผักเป็นอาหาร ลองมา ๓ ปี ไม่เห็นกิเลสมันลดเลย แต่ว่าถ้าไม่กินได้นี่ดีนะ ฉันสรรเสริญ ถ้าเป็นฆราวาสนะ เพราะว่าจะได้ไม่กังวลเรื่องเนื้อสัตว์ จิตของเราก็ตัดบาปไปจุดหนึ่ง ใช่ไหม ...
ในปฐมบัญญัติของสิกขาบท สังฆาทิเสส ข้อที่ ๑๐ มีเรื่องเล่าว่า พระเทวทัตเข้าไปหาพระโกกาลิกะ โอ้โฮ ... นี่อยู่อเวจีทั้งคู่ ใครไปอเวจี ไปมอง ๆ ดูนะ พระเทวทัตยีนกางแขนกางขา โกกาลิกะนั่งชันเข่า หอกเสียบสบาย ๆ แล้วก็พระกฏโมรกติสสกสะ พระที่เป็นบุตรของนางขัณฑเทวี และ พระสมุทททัต ชักชวนให้พระสงฆ์แตกกัน ใครบ้างล่ะ ... พระเทวทัต เป็นหัวหน้าโจก โกกาลิกะ รองประธาน พระกฏโมรกติสสกสะ และ พระสมุทททัตชักชวนให้สงฆ์แตกกัน พร้อมทั้งบอกแผนการที่จะเสนอแผนการให้เคร่งครัดยิ่งขึ้น มี ๕ ข้อ ซึ่งเข้าใจว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไม่อนุญาต และตนจะนำข้อเสนอขึ้นประกาศแก่มหาชน

ข้อเสนอ ๕ ข้อนั้น คือ อันนี้ฟังให้ดีนะ ข้อนี้ดีมาก เวลานี้คนที่ปฎิบัติผิดมีเยอะ ไปหลงผิดว่าไอ้ที่เราทำนี่ดีนี่หว่า ข้อเสนอของพระเทวทัต ๕ ข้อ เวลานี้พระสาวกของพระเทวทัตก็มีเยอะเหมือนกัน ถือว่า ๕ ข้อ ที่พระเทวทัตขออนุญาตนี้ นึกว่าเป็นของดีกันนัก สงสารชาวบ้าน ข้อเสนอของเทวทัต ๕ ข้อ คือ

๑. ภิกษุพึงอยู่ป่าตลอดชีวิต เข้าละแวกบ้าน ต้องมีโทษ หมายความว่า พระทุกองค์ที่บวชแล้ว ห้ามเข้าหมู่บ้านโดยเด็ดขาด ต้องอยู่เฉพาะในป่า ห้ามโผล่หน้าเข้ามาในบ้าน

๒. ภิกษุถือบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต เป็นวัตร หมายถึง ปฎิบัติ ต้องบิณฑบาตตลอดชีวิต ผู้ใดรับนิมนต์ไปฉันตามบ้านต้องมีโทษ นี้เป็นความต้องการของพระเทวทัต รู้แล้วว่าทำไม่ได้ แต่แกล้งขอ

๓. ภิกษุพึงใช้ผ้าบังสุกุล หมายความว่าผ้าเปื้อนฝุ่น ผ้าเศษผ้าที่เขาทิ้งตามกองขยะบ้าง ตามที่ต่าง ๆ บ้าง ตามที่เขาพันผีไว้บ้าง นำมาซัก นำมาย้อม มาปะติดปะต่อเป็นจีวรจนตลอดชีวิต ผู้ใดรับจีวรที่ชาวบ้านถวายต้องมีโทษ

๔. ภิกษุพึงอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต ผู้ใดเข้าที่มุงที่บังที่มีหลังคาต้องมีโทษ

๕. ภิกษุไม่พึงฉันเนึ้อสัตว์ ผู้ใดฉันต้องมีโทษ

เห็นไหม ... การขอนี่เขาขอเพื่อเป็นการลบล้างไม่ใช่ทำได้ ภิกษุเหล่านั้นเห็นมีทางชนะร่วมด้วยว่า พระพุทธเจ้าแพ้แหง ๆ พระเทวทัตต้องชนะการเสนอญัตติแบบนี้ พระเทวทัตจึงได้เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลข้อเสนอ ๕ ประการนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

"ดูก่อน เทวทัต ผู้ใดปรารถนาจะอยู่ป่า ก็จงอยู่ป่า

ผู้ใดปรารถนาจะอยู่ในละแวกบ้าน ก็จงอยู่ในละแวกบ้าน

ผู้ใดปรารถนาจะเที่ยวบิณฑบาต ก็จงเที่ยวบิณฑบาต

ผู้ใดปรารถนาจะใช้ผ้าบังสุกุล ก็จงใช้ผ้าบังสุกุล

ผู้ใดปรารถนาจะใช้ผ้าไตวจีวรจากฆราวาสถวาย ก็จงรับได้

เราอนุญูาตที่นอนที่นั่ง ณ โคนไม้ตลอด ๘ เดือน หมายความว่าที่ไม่ใช่ฤดูฝน เป็นฤดูหนาว หรือฤดูแล้ง ถ้าจะไปยังงั้นก็ได้

เราอนุญาตเนื้อสัตว์ที่บริสุทธิ์โดย ๓ ส่วน คือ

๑. ไม่ได้เห็นเขาฆ่า

๒. ไม่ได้ยินเขาฆ่าเพื่อถวายพระ

๓. ไม่ได้รังเกียจคิดว่า เนื้อสัตว์นึ้น่ากลัวเขาฆ่าเพื่อเรา เช่น เขาฆ่าเจาะจงเพื่อจะให้ภิกษุบริโภค

พระเทวทัตดีใจที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ยอมรับสมเจตนาจึงได้เที่ยวประกาศให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าไม่ยอมอนุญาตข้อเสนอที่ดีของตน ทำให้คนที่มีปัญญาทราม คนไร้ปัญญูาบางคนเห็นว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มักมาก

โอ้โฮ ... ดีจริง ๆ นะ พระผู้มีพระภาคเจ้ามักมากแล้วใครจะมักน้อยอีก แต่คนที่เข้าใจเรื่องดี กลับติเตียนพระเทวทัตเอาแล้วซิ ... นี่พระไม่ดีทำให้ชาวบ้านแตกกัน ความทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้เรียกประชุมสงฆ์ ไต่สวนพระเทวทัตเป็นสัตย์แล้ว จึงได้ทรงติเตียนและทรงบัญญัติสิกขาบทว่า

"ห้ามภิกษุพากเพียรเพื่อทำลายสงฆ์ให้แตกกัน เมื่อภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง ภิกษุทั้งหลายพึงสวดประกาศเป็นการสงฆ์เพื่อเลิกข้อประพฤตินั้นเสีย ถ้าสวดถึง ๓ วาระยังไม่เลิก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส"

จำไว้ให้ดีนะ นี่บท ๕ ข้อนี้ ทวนเสียอีกทีนะ

๑. ภิกษุพึงอยู่ป่าตลอดชีวิต เข้าละแวกบ้านต้องมีโทษใครเขาจะทำ

๒. ภิกษุพึงถือบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต ถูกรับนิมนต์ฉันตามบ้านต้องมีโทษ

๓. ภิกษุพึงใช้ผ้าบังสุกุล คือ ผ้าเปื้อนฝุ่น ผ้าเศษผ้าที่เขากองทิ้งไว้ หรือผ้าห่อผีห่อคนตายตลอดชีวิต ถ้ารับผ้าที่เขาถวายต้องมีโทษ

๔. ภิกษุต้องอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต ตลอดฤดูน้ำฤดูฝนไม่รู้ ถ้าเข้าบ้านที่มีหลังคาต้องมีโทษ

๕. ภิกษุไม่ฉันเนื้อสัตว์ ผู้ใดฉันมีโทษ

ทั้ง ๕ ข้อนี้พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตนะ

เมื่อเห็นคนด้วยเมื่อเจอะพระเขาทำอย่างนี้นะละก็ญาติโยม อย่าถือว่าเขาเป็นคนเคร่งครัดนะ ต้องถือว่าเขาเป็นคนละเมิดพระดำรัสสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แล้วกัน ... "


ผู้ถาม : " กระผมเป็นฆราวาสกินอาหารมื้อเดียว ทำอย่างนี้โดยตลอด ไม่ทราบว่าจะมีอานิสงส์เป็นไปข้างหน้าอย่างไรครับ ... ? "

หลวงพ่อ : " อานิสงส์ปัจจุบัน คือ
๑. เปลืองอาหารน้อย เพราะกินเวลาเดียว

๒. มีเวลาทำงานมากขึ้น ข้างหน้าต่อไปอานิสงส์ใหญ่ คือตาย

... ก็แค่กินเวลาเดียวยังวัดฐานะอะไรไม่ได้เลย อย่าไปนึกว่ามันดีเด่นกับใครเขานะ กินเวลาเดียว กิน ๒ เวลา กิน ๓ เวลา มีความหมายเสมอกัน สำคัญว่า "ใจตัดกิเลสได้หรือเปล่า" เขาเอากันตรงนั้น ถ้าถือแค่กินนี่มันเป็นมานะทิฏฐิ เป็นกิเลสหยาบมาก อีกอย่างหนึ่งตายเร็วมาก อย่าไปนึกว่าดีนะ และถ้านั่งคุยว่านี่ฉันกินเวลาเดียว เสร็จเลย โอ้อวด นี่เป็นมานะกิเลสพังเลย "


ผู้ถาม : " อย่างนี้แทนที่จะไปดี ก็เลยไป... "

หลวงพ่อ : " ก็ไปดี หมายความว่าก่อนจะไปก็เปลืองน้อย เพราะฉะนั้นอย่าถือเป็นเรื่องสำคัญนะ ไอ้กินเวลาเดียว ๒ เวลา กินเนื้อสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์ นี่ อย่านะ อย่าถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ต้องตอบอย่าง หลวงปู่แหวน เคยมีคนมาเล่าให้ฟัง มีคนหนึ่งแกบอกหลวงปู่แหวนว่า
"เวลานี้ผมถือมังสวิรัติครับ ไม่กินเนื้อสัตว์"

หลวงปู่แหวนท่านบอก

"ไอ้วัวควายกินหญู้าตั้งนาน ไม่เห็นเป็นพระอรหันต์ซักตัว"

ตอบนำสมัย ไม่ไช่ทันสมัย ถ้าเรื่องเป็นความจริงตามนั้น แต่การกินไม่มีความหมายในการปฎิบัติ แต่ปฎิบัติจริง ๆ มันขึ้นอยู่กับ

๑. เข้าถึงสะเก็ดพระศาสนาแล้วหรือยัง

๒. เข้าถึงเปลือก เข้าถึงกระพี้ เข้าถึงแก่นแล้วหรือยัง

เข้าถึงแก่นนี่ยังใช้ไม่ได้นะ ยังเป็นเหยื่อของอบายภูมิ จะต้องเข้าถึงพระโสดาบันเป็นอย่างต่ำ เขาวัดกันตรงนี้ อย่าไปวัตกันแค่กิน "


ผู้ถาม : " คนทำบุญให้ทานที่กินเนื้อสัตว์ กับคนทำบุญให้ทานที่ไม่กินเนื้อสัตว์ อันไหนจะได้อานิสงส์มากกว่ากันคะ ... ? "

หลวงพ่อ : " อานิสงส์แบบไหนล่ะ อานิสงส์ไปนรก หรืออานิสงส์ไปสวรรค์ อานิสงส์มันมี ๒ อย่าง ทำบาปก็มีอานิสงส์จะลงขุมไหนแน่ ถ้าทำบุญก็มีอานิสงส์ อย่างเลวก็ไปสวรรค์ อย่างกลางไปพรหม อย่างดีที่สุดไปนิพพาน คนที่ไม่ทำบุญเลยแม้ไม่กินเนื้อสัตว์ก็มีสิทธิ์ไปอยู่กับเทวทัตได้ มีไหมคนไม่ทำบุญเลย คนที่ทำบุญไม่กินเนื้อสัตว์ อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์นะ พระที่ฉันเนื้อสัตว์ไปนิพพานนับไม่ถ้วน เขาไม่ได้กินสัตว์เป็น เขาซื้อมากินไม่มีบาป "

ผู้ถาม : " ที่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็เพราะว่าไปมองเห็นเนื้อสัตว์แล้วมีเลือดมีคาว เลยกินไม่ได้เจ้าค่ะ "

หลวงพ่อ : " อย่างนี้ไม่เป็นไร ถ้าเห็นว่าสกปรกเป็น อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันนี้เป็นปัจจัยให้บรรลุพระอนาคามีหรือพระ อรหันต์ นี่เป็นพื้นฐานใหญู่นะ ถ้าเห็นแบบนั้นเกิดนิพพิทาญาณแล้ว นิพพิทาญาณเป็นปัจจัยให้ได้พระอนาคามี ต่อไปถ้าเว้นจริงเป็นสังขารุเปกขาญูาณ เป็นอรหันต์ คนที่จะเป็นอรหันต์ได้ ถ้าไม่คล่องในบทนี้เป็นไม่ได้ มี กายคตานุสสติ กับ อสุภกรรมฐานเป็นพื้นฐาน
พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาล ไม่เสวยและฉันเนื้อสัตว์ เป็นต้น

๑. ต้องไม่ฉันเนื้อสัตว์ ๑๐ ประการ มีเนื้อมนุษย์ เป็นต้น

๒. เนื้อนั้นจะต้องเป็นปวัตตมังสะ คือ ที่เขาขายแกงกินกันตามปกติของเขา โดยพระไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจสงสัยว่าเขาฆ่าเนื้อเจาะจงถวายตน

๓. ก่อนการฉันอาหารเนื้อทุกคราว จะต้องพิจารณาเสียก่อนเพื่อป้องกันไม่ไห้ฉันเนื้อต้องห้ามข้างต้น "

จาก http://community.thaiware.com/index.php/topic/299274-neoaoaaoaaaeienuci-aaeaaceiaeoeoaaoo/


ลองหาพระสูตรชื่อ อุทุมพริกสูตร พิจารณาเรื่องอุปกิเลสให้มากๆ เพราะถือว่าเป็นแค่สะเก็ดผิวๆ ยังไม่ได้เปลือกของพระพุทธศาสนา

จากคุณ : sirnitfi
เขียนเมื่อ : 29 มิ.ย. 54 07:59:16
  The administrator has disabled public write access.
#1763
แว่นสีฟ้า (User)
Posts: 1207
graph
Re:เมื่ออ่านแล้วเห็นว่าดี จึงขอนำมาฝากค่ะ 2011/07/01 16:42 Karma: 3  

ความคิดเห็นที่ 21

จขกท....

ความหมายแท้จริงของการห้ามฆ่าสัตว์...

ขอให้มองให้ออกเป็นความหมายอย่างน้อย 3 ระดับทับซ้อนกันอยู่...

โดยทั้งสามระดับนั้นมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เดียวกัน คือ การขัดเกลาโทสะในจิตใจของมนุษย์...

ระดับแรก เป็นระดับสังคมมนุษย์ เป็นโลกของมนุษย์ ศีลข้อแรกสอนให้มนุษย์ละเว้นการฆ่า เพื่อขัดเกลาและยับยั้งการมุ่งร้ายเบียดเบียน ที่จะสะสมมโนสำนึกและความหยาบเถื่อนของใจ เกิดกำลังโทสะกล้า ไม่หวั่นเกรงอาญา เนื่องจากไม่เห็นค่าของชีวิต เป็นสังคมที่ผู้คนโหดร้ายต้องคุมกันด้วยกฎหมายที่เข้มงวด...

แน่นอนว่าความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในสังคมยังมี การฆ่าเพื่อการเลี้ยงชีพดำรงชีพของผู้คนในสังคมยังดำรงอยู่ แต่ก็เป็นการฆ่าที่ทุกคนในสังคมรับทราบว่านี้เป็นการเบียดเบียน นี้เป็นความจำเป็น หากเลือกได้ผู้คนในสังคมที่มีศีลมีธรรมเลือกที่จะเว้น หลักคตินี้จะช่วยยับยั้งกำลังโทสะ ช่วยให้เกิดสำนึกในคุณค่าของชีวิต การกินบริโภคบนความเบียดเบียนจะเป็นไปโดยเท่าที่ร่างกายต้องการ ไม่ได้หล่อเลี้ยงกิเลส (ลองนึกถึงสังคมในโลกปัจจุบัน ที่ฆ่าเพื่อเอามาทำ"ขนม"กินเล่น เพลิดเพลิน หรือปรุงแต่งรสอาหารเพื่อให้เกิดการฆ่าเบียดเบียนมากขี้น ทำให้ผู้คนในสังคมกินบริโภคกันเกินกว่าความต้องการของร่างกาย)...

ดังนั้นความมุ่งหมายของศีลในระดับแรก คือมุ่งขัดเกลาผู้คนในสังคม สร้างความสงบเรียบร้อยในสังคมมนุษย์ ทำให้สังคมมนุษย์เป็นสังคมอริยะ...

ระดับที่สอง เป็นระดับของการดำรงชีวิตตามธรรมชาติ เพื่อขัดเกลาและข่มสัญชาติสันดานดิบของสัตว์โลก ก่อเกิดการแบ่งระดับความเป็นมนุษย์แยกออกจากภพภูมิของเดรัจฉาน มีคุณธรรมของความเมตตาเกื้อกูลหนุนเสริม การเว้นจากการฆ่าเป็นหลักๆหนึ่งแห่งวิถีการดำรงชีพให้อยู่ร่วมกลมกลืนกับชีวิตอื่นในโลก เห็นความเท่าเทียมกันของชีวิต เห็นความงดงามของชีวิต เห็นความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ...

ดังนั้นความมุ่งหมายของศีลในระดับต่อมา คือการร่วมดำรงในโลก ไม่เบียดเบียน ไม่เป็นภาระแก่โลก มุ่งรักษาความเป็นไปของโลก เป็นหนึ่งเดียวกลมกลืนกับธรรมชาติ....

ระดับที่สาม ลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์ การฆ่า(หรือการกระทำข้อห้ามอื่นๆในศีล)เป็นผลจากการผลักดันจากแรงขับของการยึดมั่นถือมั่นในอัตตาของตน หล่อเลี้ยงล่อหลอกส่งเสริมอัตตา อัตตาทำให้เราละเมิดศีลและการละเมิดศีลนั้นวนกลับมาหล่อเลี้ยงอัตตา ทำให้มนุษย์ติดบ่วงอยู่ในวัฏฏสงสาร ไม่อาจหลุดพ้นจากห้วงแห่งทุกข์...

ดังนั้นความมุ่งหมายของศีลในระดับลึก คือมุ่งขัดเกลามนุษย์ให้สู่วิถีของการหลุดพ้น เป็นศีลอบรมปัญญา ให้เกิดปัญญาอบรมศีล มองเห็นถึงความยึดมั่นถือมั่นที่เป็นแรงขับของอัตตาในการกระทำ...

ขอให้ลองทำความเข้าใจในความหมายทั้งสามระดับข้างต้น แล้วลองศึกษาเรื่องราวในหลักธรรม เหตุผลและองค์ประกอบต่างๆของศีล อานิสงส์ของศึล และที่มาที่ไปต่อการบัญญัติศีลของพระพุุทธองค์...

พิจารณาดูว่าสอดคล้องหรือไม่....

จากคุณ : pae2010
เขียนเมื่อ : 29 มิ.ย. 54 10:20:33
  The administrator has disabled public write access.
#1764
แว่นสีฟ้า (User)
Posts: 1207
graph
Re:เมื่ออ่านแล้วเห็นว่าดี จึงขอนำมาฝากค่ะ 2011/07/01 16:44 Karma: 3  

ความคิดเห็นที่ 26

# 15

ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีแล้วจะเลี่ยงการฆ่าสัตว์ได้หรือไม่ ต้องลองดูเองค่ะ

แต่อย่างที่บ้านเรากับที่ไร่ ถ้าไม่ฉีดน้ำหมักนี่ เพลี้ยกินใบหมดค่ะ ไม่เหลือผักอะไรให้กินเลย แล้วถ้ายังต้องใช้ดิน ยังไงเวลาพรวนดินสัตว์แมลงเล็กๆก็ตายค่ะ ไม่ได้เจตนาฆ่าเหมือนๆกับเวลาไปซื้อซากสัตว์กินนั้นเราก็ไม่ได้เจตนาฆ่าเหมือนกันลองปลูกผักปลูกผลไม้กินเองดูค่ะ

ไม่งั้นต้องปลูกผักกางมุ้งแล้วก็ปลูกแบบไฮโดรนิคไม่ใช้ดิน แต่ว่า จะกินผักกับอะไรล่ะ ถ้ากินกับเต้าหู้ ถั่วเหลืองเค้าก็ปลูกแบบอุตสาหกรรมก็ใช้ดินอยู่ดี

นอกจากนี้ แล้วในชีวิตประจำวัน เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ทั้งหลายแหล่นี่มันก็มาจากสัตว์เหมือนกันนะคะ หรืออันที่ไม่มาจากสัตว์ก็ต้องดูว่าเค้าปลูกฝ้ายกันยังไง โดยเฉพาะยารักษาโรค ต้องทดลองจากสัตว์ก่อนน่ะ ถ้าจะเอาตรรกกะเดียวกันโดยไม่ดูเจตนา ก็ต้องคิดล่ะค่ะว่าแต่ละอย่างที่ใช้ๆกันในบ้านนั้นมี Animal Product, Animal Testing หรือเปล่า ยาแพทย์ปัจจุบันร้อยทั้งร้อยเทสต์ผ่านสัตว์ก่อนทั้งนั้นค่ะ ตายไปเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่

คือ อย่างสามีเราเป็น Vegan คือ ไม่ใช้และไม่กินอะไรที่ทำจากสัตว์ แต่ว่าเค้าก็ต้องยอมรับล่ะค่ะว่าอย่างอื่นๆยังไงบางทีมันก็ต้องใช้ของที่ทำจากสัตว์นะ มันเลี่ยงไม่ได้หมด

ดูที่เจตนาและใจเราดีกว่ามั๊ย ถ้ารังเกียจเนื้อก็อย่าไปกินเนื้อค่ะ แต่อย่าไปคิดว่าคนอื่นที่เค้ากินเนื้อกันนั้นเค้าทำบาป อย่างเราเองก็กินเจค่ะ แต่ไม่ได้คิดว่ากินแล้วจะดีกว่าคนอื่นหรือไม่อย่างไรนะคะ ดูองค์ประกอบศีลเป็นสำคัญค่ะ

จากคุณ : ยุ้ยหัดเขียน
เขียนเมื่อ : 29 มิ.ย. 54 12:19:38
  The administrator has disabled public write access.
#1765
แว่นสีฟ้า (User)
Posts: 1207
graph
Re:เมื่ออ่านแล้วเห็นว่าดี จึงขอนำมาฝากค่ะ 2011/07/01 17:03 Karma: 3  
ขออนุโมทนากับการแสดงความคิดเห็นทั้งหมด แต่ก็ขอ copied มาเพียงจำนวนหนึ่งจาก "ห้องศาสนาww.pantip.com"
แต่ขอเพิ่มเติมว่าด้วยเรื่องอบายภูมิที่ ๔ คือดิรัจฉานภูมิ สา๒. ภูมิของสัตว์ดิรัจฉาน หาอ่านเพิ่มเติมได้ทั้งหมด ๓๑ ภูมิ ได้ที่ กระดานสนทนา ในประเด็น"มีเรื่องมาบอกเล่าเก้าสิบ" ให้ทราบนับแต่ หน้าที่ ๖๕เ ป็นต้นไป

ภูมิของสัตว์ดิริจฉาน มีชื่อว่า ดิรัจฉานภูมิ สัตว์ดิรัจฉานมีความหมายว่า เป็นสัตว์ที่ "ไปโดยส่วนขวาง" หรืออีกนัยหนึ่งว่า เป็นสัตว์ที่เป็นไปขวางจากมัคคผล
ดิรัจฉานนี้จัดเป็นภูมิหนึ่งต่างหากก็จริงแต่ว่า "ไม่มีอยู่อาศัยของตนเองเป็นส่วนเป็นสัดโดยเฉพาะ" คงอาศัยอยู่ในมนุษย์โลก ส่วนในเทวโลกและพรหมโลกนั้นไม่มีสัตว์ดิรัจฉานไปอยู่ร่วมด้วยเลย
สัตว์ดิรัจฉาน มีสัญญาที่ปรากฏหรือมีความเป็นอยู่และเป็นไปเพียง ๓ อย่างเท่านั้นคือ
๑. กามสัญญา รู้จักเสวยกามคุณ
๒. โคจรสัญญา รู้จักกิน (รวมทั้งนอนด้วย)
๓. มรณสัญญา รู้จักกลัวตาย
ส่วนอีกอย่างหนึ่ง คือ ธัมมสัญญา ความรู้จักผิดชอบ ชั่ว ดีหรือรู้จักกุสลหรืออกุสลนั้น สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายไม่มีเว้นแต่สัตว์ดิรัจฉานบางจำพวก เช่น โพธิสัตว์จึงมีธัมมสัญญาปรากฏได้

สัตว์ดิรัจฉานมีจำนวนมากมายเหลือประมาณมากกว่ามนุษย์มากกว่ามากนัก อยู่บนบกเหมือนมนุษย์ก็มี อยู่ในน้ำก็มีและมีมากกว่าอยู่บนบกหลายเท่า รูปร่างก็แตกต่างกันจนสุดจะพรรณา ส่วนขนาดใหญ่โตมากก็มี เล็กจนแถบจะมองไม่เห็นก็มี ในที่สุดท่านจึงแยกประเภทของสัตว์ดิรัจฉานออกเป็น ๔ อย่างเท่านั้น คือ
๑. อปทติรจฺฉาน จำพวกดิรัจฉานที่ไม่มีขาเลย เช่น ปลา งู ไส้เดือน เป็นต้น
๒. ทฺวิปทติรจฺฉาน จำพวกดิรัจฉานที่มี ๒ ขา ได้แก่ นก เป็ด ไก่ เป็นต้น
๓. จตุปฺปทติรจฺฉาน จำพวกดิรัจฉานที่มี ๔ ขา ได้แก่ ช้าง ม้า โค กระบือ เป็นต้น
๔. พหุปฺปทติรจฺฉาน จำพวกดิรัจฉานที่มีขามาก ได้แก่ กุ้ง ปู แมลงมุม ตะขาบ กิ้งกือ เป็นต้น
อนึ่งบรรดาพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย นับตั่งแต่ได้รับพุทธพยากรณ์เป็นต้นไป แม้จะต้องไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน "ก็จะไม่เกิดเป็นสัตว์ที่เล็กกว่านกกระจาบ" และ "ไม่เกิดเป็นสัตว์ที่ใหญ่กว่าช้าง"
สัตว์ดิรัจฉานที่อดอยากก็มี ที่อ้วนพีก็มีมาก ที่เดือดร้อนน้อยมีความสุขมากก็มีเหมือนกันแต่มีจำนวนน้อย ส่วนมากมักจะเดือดร้อนมาก มีความสุขน้อยเหลือเกิน
สัตว์ดิรัจฉานมีโอกาสทำกุสลบ้าง แต่มีโอกาสก่ออกุสลได้มากมายเหลือเกิน ส่วนสัตว์นรกแทบจะไม่มีโอกาสทำกุสลเลย แต่ก็ยากที่จะมีโอกาสก่ออกุสลเหมือนกันเพราะมัวแต่ถูกทรมานอยู่

หมายเหตุ นก เราจะเห็นว่าพวกเขาสามารถยืนได้ แต่พอพวกเขาบิน จะมีลักษณะ "ไปโดยส่วนขวาง" ทั้งหมด
  The administrator has disabled public write access.
Go to top Post Reply
Powered by FireBoardget the latest posts directly to your desktop
 
 
 
Design & Maintanance by Tarapong. Mobile : 086 628 4201