
วิเคราะห์พระราชบัญญัติอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาพ.ศ..
พระมหาดร.โชว์ ทสฺสนีโย ป.ธ.๗,พธ.บ.,ศศ.ม.,Ph.D.,DODT. รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
วิเคราะห์พระราชบัญญัติอุปถัมภ์
และคุ้มครองพระพุทธศาสนาพ.ศ..
-----------------------------------------------------------
ในร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาพ.ศ......(ฉบับสำนักงานพุทธพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีข้อที่ควรปรับปรุงหลายประการดังนี้
ข้อความในร่างพระราชบัญญัติมีเนื้อหาค่อนข้างแคบ อย่างมาตรา ๖ รัฐต้องจัดให้มีการสอดส่องดูแลและปกป้องกิจการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในส่วนที่เป็น ศาสนธรรม ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ และศาสนพิธี มิให้ถูกละเมิด ลอกเลียน หรือทำให้วิปริตผิดเพี้ยน ควรเพิ่มข้อความให้ครอบคลุมองค์ประกอบของศาสนาทั้งหมดคือ พระศาสดา ศาสนธรรม ศาสนบุคคล ศาสนศึกษา ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ และศาสนพิธี เพราะที่ผ่านมาการสร้างพระพุทธรูปล้อเลียนหลากหลายรูปแบบเช่น พระพุทธใส่หน้าหมา พระพุทธรูปหน้าแมว หรือเอาพระพุทธรูปไปไว้ที่กางเกงใน ใส่ไว้ที่รองเท้า หรือแม้แต่ล่าสุดเรื่องภิกษุสันดานกา เรื่องกลับเงียบเฉย คนดำเนินการกลับลอยนวลอย่างไม่สะทกสะท้านและไม่มีกฎหมายใดเอาผิดกับคนเหล่านี้ได้
ในร่างพระราชบัญญัติสำนักพุทธฯ ไม่กล่าวถึงคนที่จะเป็นว่าเป็นศาสนาใด ถือว่าเป็นช่องว่างจะทำให้มีการแซกแทรงได้ในอนาคตถ้าคนมาทำงานไม่ได้เป็นพุทธศาสนิกชน ควรเพิ่มกำหนดให้ชัดเจนลงไปว่า คณะกรรมการกองทุนทุกคนต้องเป็นพุทธศาสนิกชน ไม่อย่างนั้นจะมีการครอบงำจากศาสนิกอื่นได้ในอนาคต เมื่อมีผู้มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือถ้าหากจะเป็นกรรมการโดยตำแหน่งผู้มิใช่พุทธศาสนิกชน ก็ควรกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองลงมาที่เป็นพุทธศาสนิกชนเป็นกรรมการแทน
ในคณะกรรมการและคุ้มครองพระพุทธศาสนา ควรมีพระภิกษุผู้แทนมหาเถรสมาคมกำหนดให้ชัดเจน อาจจะเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาโดยตรง หรือเป็นประธานก็ได้ จากนั้นรองประธานก็อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ควรกำหนดแค่เพียงว่าจะตั้งก็ได้ไม่ตั้งก็ได้ สาเหตุถ้าไม่มีที่ปรึกษาจากฝ่ายสงฆ์จะไม่มีการคานอำนาจหรือการทำงานอาจจะคลาดเคลื่อนจากหลักการของพระพุทธศาสนาก็ได้ในอนาคต
สถานะของสำนักงานกองทุนอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ควรเป็นสำนักงานหรือองค์กรเป็นอิสระ เป็นนิติบุคคล ไม่ส่วนราชการ ไม่ควรสังกัดหรือจำกัดอยู่ในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติอย่างฉบับที่ร่างนี้ และอีกอย่างถือว่าเป็นความเลินเล่ออย่างหนักก็คือคณะกรรมการบริหารกองทุน ก็ไม่ควรเอาตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นประธานโดยลำพัง ควรมีพระภิกษุสงฆ์จากมหาเถรสมาคมร่วมเป็นประธานหรือที่ปรึกษา เพื่อร่วมรับรู้รับทราบร่วมแก้ปัญหาที่เกิดมีขึ้นกับการบริหารกองทุนในพระพุทธศาสนา ไม่อย่างนั้นก็จะดูเสมือนประหนึ่งว่าเป็นกฎหมายที่ฆราวาสปกครองสงฆ์(ฆราวาสเป็นใหญ่กว่าพระ)
คุณสมบัติของคณะกรรมการบริหารกองทุนในพรบ.ของสำนักพุทธฯ ไม่กำหนดเอาไว้ กำหนดเฉพาะคุณสมบัติของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น ให้มีคณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาครอบคลุมพื้นที่ของประเทศ ในระดับจังหวัดอำเภอ และตำบล โดยมีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้สำนักงานกองทุนพระพุทธศาสนาเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ มีฐานะเป็นนิติบุคคล อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกองทุน มีผู้จัดการกองทุนพระพุทธศาสนา เป็นผู้บังคับบัญชา คุณสมบัติเป็นไปตามกฎกระทรวง
คณะกรรมการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในจำนวนคณะกรรมการดังกล่าวนั้น ควรจะมีพระสงฆ์ร่วมเป็นองค์ประกอบร่วมอยู่ด้วย และการเป็นคณะกรรมการดังกล่าวนั้นพระสงฆ์ควรจะเป็นประธานคณะกรรมการ ถือว่าเป็นการให้เกียรติพระสงฆ์และเป็นการคานอำนาจไปในตัวด้วย ถ้ามีฆราวาสเป็นประธานและคณะกรรมการเต็มรูปแบบแล้วพระสงฆ์เป็นเพียงแค่ที่ปรึกษา นานไปก็จะถูกยึดอำนาจโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พระสงฆ์ก็จะเป็นเพียงไม้ประดับเฉย ๆ เหมือนการเลือกหรือคัดสรรผอ.สำนักพุทธฯผอ.บรรยากาศจะไม่ค่อยสนใจพระสงฆ์มหาเถรสมาคม กลับไปสนใจเอาอกเอาใจเฉพาะนักการเมืองผู้ให้คุณและโทษเท่านั้น ที่เป็นดังนั้นเพราะพระสงฆ์ไม่มีอำนาจช่วยคานทำงานเดินได้ เรื่องดังกล่าวนี้ก็มีลักษณะทำนองเดียวกัน นาน ๆ ไปก็จะมองได้ว่าเป็นกฎหมายที่ฆราวาสปกครองสงฆ์อย่างที่เราเคยกลัว
ณ วินาทีนี้มีร่างกฎหมายเกี่ยวการอุปภัมภ์และคุ้มครอง ๓ ฉบับ คือ
๑.ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติพ.ศ...ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
๒.ร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาพ.ศ....ของกรรมาธิการวิสามัญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อันมีพล.เอกปรีชา โรจนเสน ประธานกรรมาธิการศาสนาศิลปและวัฒนธรรม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
๓.ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองและส่งเสริมพระพุทธศาสนา ที่มีพล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (สุวิทย์ คุณกิตติ) พร้อมคณะทำงานพรรคเพื่อแผ่นดิน ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ในคณะรัฐมนตรี จะนำเสนอรัฐสภาต่อไป
ทั้ง ๓ ฉบับนี้มีส่วนดีส่วนด้อยอยู่เนื้อหาสาระ ทุกคณะก็ล้วนมีความปรารถนาดีต่อพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ถ้าต่างคนต่างพาย ต่างจั้ม ไม่รวมกันแล้วคัดเลือกเก็บเอาส่วนที่ดีที่สุดเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและสังคมมากที่สุด ถ้าทำงานแบบไม่ประสานกัน ใครทำก่อนคนนั้นก็ได้หน้าได้ตา หาเป็นประโยชน์ไม่ ท้ายสุดก็จะมีลักษณะเหมือนพรบ.คณะสงฆ์ที่ถูกดองเอาไว้ในกฤษฎีกาในปี พ.ศ.๒๕๔๕ มาจนถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าไม่คลอด ร่องรอยประวัติศาสตร์แห่งความชอกช้ำเกี่ยวกับร่างกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เคยมีมาแล้วมีการดำเนินการมาแล้วในปี ๒๕๓๘ โดยคณะของนายชงค์ วงษ์ขันธ์ ในปีนั้นร่างกฎหมายกลับล้มโดยไม่เป็นท่า เพราะขาดเอกภาพในการทำงานของชาวพุทธ และเพราะขาดสิ่งสำคัญคือความไม่สามัคคีกันในกลุ่มชน
ทางออก
การดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายของพระพุทธศาสนาควรดำเนินการโดยเร่งด่วน เพราะอายุของรัฐบาลมีอายุยืนยาวไม่พอที่จะรอให้คณะสงฆ์และชาวพุทธได้ทำการประชาพิจารณ์อย่างถ้วนทั่วทุกรูปของประเทศไทย เพราะกลุ่มต่าง ๆต่างจ้องเพื่อที่ล้มล้างรัฐบาลได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มสสร.เก่าที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นต้น มีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อการคัดค้านไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มนักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ก่อหวอดหลายเรื่อง และอีกหลายกลุ่มที่จ้องหาหนทางเพื่อทำลายเสถียรภาพของรัฐบาลเพื่อให้มีอายุสั้นเข้า และถ้าผ่านรัฐบาลนี้ไปต่อรัฐบาลอื่นความหวังของชาวพุทธคิดหรือว่าจะมีหนทางในการสนับสนุนชาวพุทธ จะเหมือนกับบรรยากาศหน้ารัฐสภาที่ชาวพุทธได้รณรงค์ ให้มีการบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติที่ผ่านมา มันคาดการณ์กับเสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้ เมื่อทำการประชาพิจารณ์สังฆประพิจารณ์ในครั้งนี้แล้วต้องรีบด่วน เพื่อให้ทันเวลากับสถานการณ์ของบ้านเมืองในเวลานี้ด้วย
------------------------------------------------------------------
พระมหาดร.โชว์ ทสฺสนีโย
ป.ธ.๗,พธ.บ.,ศศ.ม.,Ph.D.,DODT.
รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
|