
แวดวง พระพุทธศาสนา ในประเทศไทย ในช่วงส่งท้ายปลายปี 2551 นี้ นอกจากจะมีรัฐมนตรีใหม่-รัฐบาลใหม่ให้ติดตามการทำงานด้านศาสนาแล้ว ยังมีอีกกรณีส่งท้ายปีที่น่าจับตา นั่นก็คือกรณี ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารพระพุทธศาสนา เรื่องเก่าที่เห็นว่าจะถูกปัดฝุ่นมาพิจารณากันใหม่ !!
ทั้งนี้ อำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษากฎหมายเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้เห็นชอบหลักการการนำร่าง พ.ร.บ.ธนาคารพระพุทธศาสนา กลับมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะเห็นว่ามีประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการนำเงินมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา รวมถึงการจัดตั้งกองทุนต่าง ๆ เพื่อใช้ดำเนินงานทางพระพุทธศาสนา
เรื่องนี้ทั้งฟังดูดี และทั้งฟังดูแปลก ๆ จึงน่าจับตา !!
สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์ ลองสำรวจตรวจสอบประเด็นนี้ไปยัง พระสงฆ์ในสายมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง ทาง พระเทพวิสุทธิ์กวี เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวางแผน มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) บอกว่า... เรื่อง พ.ร.บ. ธนาคารพระพุทธศาสนา นี้ ความจริงคณะสงฆ์ได้เรียกร้องมานานแล้ว เคยพูดคุยกันในการประชุมพระสังฆาธิการทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2545 ที่พุทธมณฑล ซึ่งในที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วย จึงเสนอต่อมหาเถรสมาคมเพื่อขอความเห็นชอบ จากนั้นก็นำเสนอรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานพระพุทธ ศาสนา เพื่อให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ แต่ที่สุดก็ต้องล้มไป
พระเทพวิสุทธิ์กวี บอกอีกว่า... ตอนนี้มีรัฐบาลชุดใหม่ ถ้านำร่าง พ.ร.บ.นี้กลับมาพิจารณาอีกครั้งก็เห็นด้วย ต่อไปพระพุทธศาสนาจะได้มีกองทุนโดยไม่ต้องรบกวนงบประมาณรัฐบาล หรือขอแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ถ้าได้มีการ ระดมเงินฝากของชาวพุทธ และระดมทุนจากวัดทั่วประเทศ 34,000 แห่ง ให้นำเงินมาฝากไว้ในธนาคารเดียวกัน โดยให้บุคคลทั่วไปที่มีความรู้ความสามารถเรื่องธนาคารโดยตรงเข้ามาดำเนินการเป็นตัวแทนคณะสงฆ์ มีพระสงฆ์เป็นกรรมการที่ปรึกษาคอยตรวจสอบดูแลอยู่ห่าง ๆ โดยมีการบริหารจัดการ ควบคุมให้อยู่ในระบบ
เรื่องนี้ไม่ขัดกับหลักของศาสนาพุทธแน่นอน เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้ายังให้สร้างพันธคาร หมายถึงการเพิ่ม หรือการงอกงามของสิ่งของทั้งหลายทั้งปวง ...พระเทพวิสุทธิ์กวีกล่าว พร้อมทั้งบอกต่อไปว่า...ในส่วนของ ดอกเบี้ยดอกผลที่ได้ ก็นำไปใช้ในกองทุนเพื่อการศึกษา การบูรณะวัดต่าง ๆ การพัฒนาองค์กรศาสนา และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยตรง เรียกว่า เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน และหากธนาคารพระพุทธศาสนามีเงินเหลือเยอะ รัฐบาล และชาวพุทธทั่วไป ก็สามารถมาหยิบยืมได้
แต่เรื่องร่าง พ.ร.บ.ธนาคารพระพุทธศาสนานี้ ตอนนี้ยังไม่มีอะไร เป็นการเกริ่นนำทางหรือโปรยดอกไม้ให้คนชมเท่านั้น ยังไม่มีรายละเอียดและหลักการที่ชัดเจน ซึ่งช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างในขณะนี้ การทำนุบำรุง ระบบการศึกษา การเผยแผ่ การตั้งศูนย์เผยแผ่และศึกษาใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย หรืออื่น ๆ สำหรับพระพุทธศาสนา เรื่องการของบจากรัฐบาลนั้นคงยากขึ้นทุกที ...รองอธิการบดี มมร. กล่าว
ขณะที่ พระมหาบุญถึง ชุตินธโร รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย อาจารย์พิเศษประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหา วิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ก็บอกว่า... เรื่อง ธนาคารพระพุทธศาสนา นี้ เคยมีการพูดคุยกันในระดับหนึ่งถึงรายละเอียดธนาคาร ว่าคล้าย ๆ กับ ธนาคารอิสลาม ให้วัดต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรที่มีเงินฝากในธนาคารต่าง ๆ ถอนออกมาฝากไว้ที่นี่ ด้วยเหตุผลและประโยชน์หลายประการ เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากที่เป็นของพี่น้องชาวพุทธ นำมาช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในด้านการศึกษา การเผยแผ่ และการปกครอง นอกจากนี้ยัง เอื้อประโยชน์ต่อพี่น้องชาวพุทธทั่วไปด้วย
จะเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยเหลือวัดเล็ก ๆ ที่ขาดแคลน ซึ่งที่ผ่านมาต่างคนต่างอยู่ ของใครของมัน หากมีการรวมกันได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
พระมหาบุญถึง ระบุด้วยว่า... ทางสงฆ์เองก็มีเงินอยู่ หากนำมารวมกับศาสนสมบัติกลางจะได้ดอกผลมาใช้เพื่อดำเนินงานด้านศาสนา อนาคตข้างหน้าพระพุทธศาสนาจะได้มั่นคง เพิ่มการรณรงค์เผยแผ่หลักคำสอนให้ประชาชนสนใจศาสนา แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติ ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก ต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เมื่อพระสงฆ์จากประเทศอื่น ๆ มาศึกษาหาความรู้ที่ประเทศไทย
และการดำเนินการในเรื่องนี้ก็น่าจะช่วยชาติได้ เช่นด้วยการตั้งกองทุนในยามที่ประเทศเกิดภัยพิบัติ เป็นต้น ...รองเลขาฯศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ พระนักวิชาการ มจร. กล่าว
อย่างไรก็ดี กับเรื่อง ธนาคารพระพุทธศาสนา นี้ พระนักเผยแผ่ธรรมะชื่อดังรูปหนึ่งซึ่งขอไม่ออกชื่อเพราะยังไม่ทราบในรายละเอียดว่าจะเป็นเช่นไรแน่ มองอย่างกลาง ๆ ว่า... บอกได้เพียงว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ซึ่งหากดำเนินอย่างธนาคารทั่วไปที่มุ่งหวังผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยและกำไรทางธุรกิจคงไม่เหมาะสม แม้แต่จะให้ฆราวาสดำเนินการแทนคณะสงฆ์ก็ตาม ก็มองว่าหมิ่นเหม่ต่อหลักการพระพุทธศาสนา
หากเกิดความผิดพลาด ความเสียหายใหญ่หลวงก็จะเกิดขึ้น กับพระพุทธศาสนา ทั้งภาพลักษณ์พระพุทธศาสนา และความศรัทธา จึง ต้องพิจารณาใคร่ครวญกันอย่างรอบคอบแบบสุด ๆ ก่อน
และนี่ก็เป็นอีกเรื่องส่งท้ายปี...ที่ชาวพุทธไทยต้องจับตาต่อไป...
ที่มา นสพ.เดลินิวส์
วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2551
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=67696&NewsType=2&Template=1 |
|
|
ความคิดเห็นผู้อ่าน  |
|
ความนิยม
|
|
บันทึกความเห็นของท่าน
|
00
โดย: กูเอง () on 27-12-2008 20:47