หน้าแรก arrow มุมความรู้ arrow บทความ arrow แม่ชีเป็นฆราวาสหรือนักบวช

แม่ชีเป็นฆราวาสหรือนักบวช PDF พิมพ์ อีเมล์


ดร.พระมหาโชว์   ทัสสนีโย
รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

           แม่ชีหรืออุบาสิกา เป็นผู้หญิงที่เข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมทางด้านพระพุทธศาสนา ตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน มีความใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา สละออกจากเรือนสังกัดอยู่ตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ช่วยงานพระพุทธศาสนานานัปการ แต่สังคมหรือแม้แต่ตัวของแม่ชีเองก็ยังมีความสับสนกับสถานะของแม่ชีหรืออุบาสิกาในประเทศไทยจนหาข้อสรุปไม่ได้ มีความเห็นที่หลากหลายว่าแม่ชีเป็นนักบวชหรือเป็นฆราวาส ซึ่งในความเห็นเหล่านี้มีทั้งในวงการพระพุทธศาสนาและนอกวงการพระพุทธศาสนาวิพากษ์ไปคนละทิศคนละทางในบรรดากลุ่มเหล่านั้นคือ

          กลุ่มที่เห็นว่าแม่ชีเป็นอุบาสิกาหรือฆราวาส

           ในกลุ่มเหล่านี้ประกอบด้วย กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ (เดิม)  กระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุขไม่ถือว่าแม่ชีเป็นนักบวช ถือเป็นเพียงอุบาสิกาคือฆราวาสเท่านั้น  เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ไม่ได้รับการสงเคราะห์ ส่งเสริม ดูแลในฐานะนักบวชเหมือนพระสงฆ์หรือสามเณร การเดินทางจะขึ้นโดยสารรถเมล์ไม่ต้องเสียเงินหรือถ้าเสียก็อาจจะได้สิทธิ์เสียครึ่งหนึ่ง ค่ารักษาพยาบาลก็ได้รับการลดหย่อนเป็นต้น และจุดสำคัญตามมติของมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๒๘/๒๕๒๕  ความว่า แม่ชีเป็นเพียงอุบาสิกาคือฆราวาสเท่านั้นไม่ถือว่าเป็นนักบวช 

           กลุ่มที่เห็นว่าแม่ชีเป็นนักบวช 

           ๑.พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ. ๒๕๒๕ เสนอคำนิยามของ “ชี” ไว้ว่า “ชี” น. นักบวช  เช่นชีปะขาว เรียกหญิงที่นุ่งขาว ห่มขาว โกนคิ้ว โกนผม ถือศีลว่า แม่ชี”        
           ๒.กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย  ถือว่าแม่ชีเป็นนักบวชประเภทหนึ่งตามกฎหมาย ดังนั้น   นักบวชจึงไม่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง 
           ๓.คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า แม่ชีเป็นนักบวช ดังปรากฏในหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สุดที่ นร.๐๖๐๑/๔๕๐ ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๒๒ ความว่า  “ชี”หมายถึง หญิงที่นุ่งห่มขาว โกนคิ้วโกนผมและถือศีล มีความหมายรวมอยู่ในคำว่า “นักบวช” ตามมาตรา ๙๓ (๓) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑” และปรากฏในหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สุดที่ นร.๐๖๐๑/๒๔๘ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ความว่า “ชี” ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๔๐)มีความหมายอยู่ในคำว่า“นักบวช”ด้วย
           ๔.ในรัฐธรรมนูญฉบับราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ ใน มาตรา ๑๐๖ ได้กล่าวถึงบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งมีลักษณะดังนี้คือ ๑) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ๒) เป็นภิกษุสามเณร และนักบวชหรือ นักพรต ๓)ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ๔) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เท่ากับเป็นการตอกย้ำความสับสนในสถานะของแม่ชีที่ถูกกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศมัดเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ยากที่จะแก้ปมความสับสนนั้นได้

           ความสับสนในสถานภาพแม่ชี

           เรื่องเดียวกันแต่ตีความไปคนละทิศ ในองค์กรของรัฐที่ตีความสถานะแม่ชีเป็น “นักบวช” มีหลายองค์กรเช่น การบัญญัติศัพท์เรียกใช้ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๒๕ ก็บัญญัติสถานะของแม่ชีว่าเป็นนักบวชก็ถือว่าไม่ถูกต้อง คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความหลายครั้งก็ตีความตามพจนานุกรมให้แม่ชีมีสถานะเป็นนักบวชก็ไม่ถูกต้อง และซ้ำร้ายกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในมาตรา ๑๐๖ ในกลุ่มบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้เลือกตั้งก็ตีความสถานะแม่ชีให้อยู่ในกลุ่มนักบวชก็ไม่ถูกต้อง กลับผิดตามกันอย่างต่อเนื่องอย่างที่ไม่น่าให้อภัย ไม่มีการสอบถามคณะสงฆ์หรือมหาเถรสมาคมซึ่งเป็นองค์กรปกครองคณะสงฆ์สูงสุดในประเทศว่าข้อเท็จจริงนั้นคืออะไรจะได้บัญญัติและใช้ได้อย่างถูกต้อง

           ในกลุ่มองค์กรรัฐที่ตีความสถานะแม่ชีว่าเป็น “ฆราวาส” คือ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข องค์กรเหล่านี้ตีความสถานะแม่ชีว่าเป็นฆราวาส ไม่ต้องมีการบริการความสะดวกเหมือนนักบวชทั่วไปที่เป็นพระสงฆ์สามเณรในทางพระพุทธศาสนา ศึกษาเล่าเรียนก็ต้องเสียค่าเล่าเรียนเหมือนประชาชนธรรมดาทั่วไป เดินทางโดยรถไฟ รถยนต์ก็เสียค่าเดินทางโดยไม่มีการให้สิทธิ์ลดครึ่งราคา หรือบริการความสะดวกเหมือนนักบวชทั่วไป  รักษาพยาบาลก็เสียค่าพยาบาลเต็มราคา ไม่มีสิทธิในฐานะนักบวชแต่ประการใด

           ในปัจจุบันนี้มีความสับสนในสถานภาพของแม่ชีในทำนองนี้ ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ เพราะไม่มีทางบรรจบกัน ไม่มีการประสานเพื่อแก้ปัญหาอย่างแท้จริง กลุ่มที่พอจะมีหน้าที่บ้างก็กลับไม่ดำเนินการอย่างจริงจัง หรือกลุ่มองค์กรพอจะมีโอกาสได้ดำเนินการบ้างก็ไม่ปรึกษาหารือหน่วยงานที่ดูแลแม่ชีโดยตรง ทำไปเฉพาะลำพังของตนเองโดยคิดว่าตนทำถูกต้องแล้ว ตัดสินใจเองตีความเอง  พวกองค์เหล่านี้คือกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข ที่ตีความว่าแม่ชีเป็น “ฆราวาส” จัดการวิเคราะห์เองตัดสิทธิของแม่ชีเอง โดยไม่ประสานงานกับหน่วยงานอื่นเช่น ราชบัณฑิตยสถานที่จัดทำพจนานุกรม คณะกรรมการกฤษฎีกาที่ตีความสถานะแม่ชีไปเรียบร้อยแล้วไปอีกทาง และไม่ประสานสภาผู้แทนราษฎรที่ทำหน้าที่ตรากฎหมายไปอีกทาง

            ปัจจุบันนี้มีผู้หญิงไทยจำนวนมิใช่น้อย จำนวนประมาณ  ๔๕,๐๐๐ คน อาศัยอยู่ตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ  แม่ชีเป็นภูมิปัญญาของคนไทยสมัยโบราณที่เปิดโอกาสให้แก่ผู้หญิงได้เข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมทางศาสนามากยิ่งขึ้น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าคนไทยยุคปัจจุบันไม่ได้พัฒนาการสานต่อเรื่องสิทธิและโอกาสให้แก่แม่ชีอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ได้บิณฑบาต,ไม่ได้บังสุกุลเหมือนพระสงฆ์ ไม่มีรายได้อื่นใด ไม่มีงบสนับสนุนจากรัฐบาล และองค์กรใด แต่แม่ชีหรืออุบาสิกาได้ทำประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาด้วยการ เป็นครูสอนธรรมบ้าง อบรมเด็กและเยาวชนบ้าง ช่วยเผยแผ่ธรรม ช่วยดูแลความสะอาดวัดวาอารามต่าง ๆ ตลอดจนงานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหลายประการ

           ถ้าแม่ชีมีสถานะเป็นฆราวาสเหมือนอย่างที่ กรมการศาสนา กระทรวงคมนาคม กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุขตีความ ก็ควรจะมีสิทธิในการเลือกตั้งได้ แต่เมื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งห้ามว่าเลือกตั้งไม่ได้เพราะแม่ชีเป็นนักบวช เมื่อเข้าใจว่าเป็นนักบวช ตามพจนานุกรม,ตามกฤษฎีกา,และสภาผู้แทนราษฎรตีความก็สามารถใช้สิทธิของนักบวชได้ กล่าวคือเวลาเดินทาง เวลาไปรักษาสุขภาพ หรือแม้แต่เดินทางต่างประเทศ แต่ก็กลับไม่ได้รับสิทธิของนักบวชอย่างที่ว่านั้น โดยกลุ่มนี้กลับตีความสถานะของแม่ชีไปอีกว่าแม่ชี “เป็นฆราวาส” จะใช้สิทธิ์ของการเป็นนักบวชไม่ได้ ซึม..

           รัฐบาล คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน จึงควรลุกขึ้นมาช่วยกันดูแลแม่ชีหรืออุบาสิกากันอย่างแท้จริง ถ้าไม่ใช่นักบวชจะมีวิธีช่วยสนับสนุนส่งเสริมอย่างไร ถ้าตีความว่าเป็นนักบวชจะมีวิธีการช่วยสนับสนุนส่งเสริมอย่างไร ไม่ใช่ให้มีหน้าที่ล้างจาน ปัดกวาดวิหารลานเจดีย์ ทำกับข้าว ฯลฯ ในวัดอย่างไร้ยถากรรม ไม่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่อย่างที่เป็น


   

ความคิดเห็นผู้อ่าน  RSS feed comment
 

ความนิยม

 

รายการ 10 จาก 11 ความเห็น

คำขอบวชชี...ชัดเจน

โดย: เอกชัย on 18-03-2012 23:33

คำขอบวชชี 
.........เอสาหัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง 
คัจฉามิ, ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ปัพพัชชัง มัง ภันเต, สังโฆ ธาเรตุ 
อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง, สะระณัง คะตัง. 
คำแปล 
.........ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถึงสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เสด็จ 
ดับขันธปรินิพพานนานแล้ว กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ 
ระลึก ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นผู้บวชในพระธรรมวินั ย ผู้ถึงพระ 
รัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

» รายงานความคิดเห็นไม่เหมาะสม

เป็นกำลังใจค่ะ

โดย: goodtimes on 05-11-2011 14:56

อ่านแล้วเศร้าใจค่ะ ทำไมถึงมีเรื่องอบบนี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองที่นับถือศ าสนาพุทธ 
 
 
http://companyjob.jobteenee.com

 

» รายงานความคิดเห็นไม่เหมาะสม

ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม

โดย: พุทธธรรม on 14-09-2011 18:40

อย่ามองว่าพระที่ห่มผ้าเหลืองเป็นนักบวชได้ คนอื่นๆเป็นนักบวชไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ พระที่ห่มผ้าเหลืองบางองค์ยังไม่รู้ว่าตัวเอง ถือศีลได้กี่ข้อพูดจ้อได้ทุกเรื่องอวดเก่ง อวดรู้แต่ปฏิบัติ ไม่เคยลงมือ (มือถือสาก ปากถือศีล)เอาลูกผังชาวบ้านมาห่มผ้าเหลืองก็แยะไป บางทีแม่ชียังถือศีลครบและได้ดีกว่าพวกที่เรียกตัวเอ งว่าพระด้วยซ้ำไป มันอยู่ที่การปฏิบัติ และเจตนา เราจะเลือกส่งเสริมสนับสนุน ผู้ปฏิบัติดีชอบกันอย่างไร ต้องพิจารณา ด้วยสัมมาทิฐิ และผู้รู้จริง ปฏิบัติจริง และเข้าใจในธรรมแจ้งสว่างเท่านั้น ถ้าให้พวดแบกตู้พระไตรยปิฏก ก็เถียงกันไม่จบ เรื่องมันเลยยาว และมั่วมิ่ว

 

» รายงานความคิดเห็นไม่เหมาะสม

ปู่ผ้าขาว-ย่าผ้าขาว

โดย: กวี ธมฺมกวิอุบาสก () on 19-08-2011 13:12

ปู่ผ้าขาว-ย่าผ้าขาว

โดย: กวี ธมฺมกวิอุบาสก on 19-08-2011 13:12

ในภาคล้านนาเรียกผู้ที่นุ่งห่มขาวว่าปู่ผ้าขาวเช่นผ้ าขาวปีแห่งลำพูน ย่าผ้าขาว เช่นย่าผ้าขาวอุปติพงศ์แห่งวัดเจดีย์หลวง ก็คือ แม่ชี-พ่อชี ในคำไทยกลาง ในพระธรรมวินัย ทรงบัญญัตินักบวชนุ่งขาวห่มขาวหรือไม่ ตอบไม่มี เช่นท่านสันธานอุบาสก ท่านจิตคหบดีและมหาอุบาสิกาวิสาขา ครั้นจะไปวัดพระเชตวันวิหาร ก็นุ่งขาวห่อมขาว  
มีฐานะเป็นอุบาสก/อุบาสิกา ยุติได้ว่าไม่มีนักบวชนุ่งห่มขาวในพระธรรมวินัย แต่ในลัทธิพราหมณ์นุ่งห่มขาวกันปรากฎในพระไตรปิฎกที่ กล่าวถึงอุปกาชิวก-สัญชัยปริพาชก-มีปริพาชิกา คำว่า "ชี" ในภาษาไทยกลางน่าจะมาจากตรงนี้ คือ ปริพาชี ในบาลี ฐานะของแม่ชีในพระพุทธศาสนาเป็นอุบาสิกา ไม่ใช่นักบวชในพระวินัยบัญญัติ 
จึงไม่มีข้อว่าสับสนในพระธรรมวินัย มีความสับสนในกฎหายรัฐไทยครับ ฉะนั้น ควรมีกฎหมายบัญญัติให้แม่ชี-พ่อชี เป็นนักบวช ตามกฎหมายเท่านั้น เพื่อรักษาภูมิปัญญาไทย ก็จักไม่มีปัญหาใด ๆ ทางกฎหมายที่จะปฎฏิบัติ

 

» รายงานความคิดเห็นไม่เหมาะสม

แม่่ชีเป็นนักบวช

โดย: --- on 16-08-2011 08:22

สนับสนุนแม่ชีเป็นนักบวช เพราะเป็นทางออกของสตรีที่มีใจฝักใฝ่ทางศาสนา ในเมื่อเถรวาทไม่ยอมรับเรื่องการบวชภิกษุณี แม่ชีนี่แหละคือทางออก แต่เมื่อมีสถานะเป็นนักบวชแล้ว ต้องเข้มงวดกวดขันให้อยู่ในวินัยของแม่ชี ทำเป็นระเบียบระบบ อย่าปล่อยละเลยเหมือนในปัจจุบัน ระวังอย่าให้มีเรื่องที่สังคมติฉินนินทา เพราะผู้หญิงส่วนมากมีนิสัยหยุมหยิม ขี้อิจฉา แต่มีแม่ชีดีๆที่ช่วยพระพุทธศาสนามีมากมาย เช่น แม่ชีศันสนีย์เป็นต้น โครงการณ์ของท่านมีเรื่องดีๆมากมาย ช่วยพัฒนาสังคมได้อย่างดี โน้มน้าวจิตใจสตรีและเด็กเข้าเรียนรู้เรื่องพระพุทธศ าสนา แม่ชีน้อยมาบวชมากมาย น่ารักดี

 

» รายงานความคิดเห็นไม่เหมาะสม

NitecUDwcwo

โดย: Janeece () on 12-08-2011 14:57

NitecUDwcwo

โดย: Janeece on 12-08-2011 14:57

Mighty useful. Make no mistake, I appreitcae it.

 

» รายงานความคิดเห็นไม่เหมาะสม

เป็นสตรีผู้กล้าที่ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย

โดย: นางแก้ว on 10-08-2011 10:08

เห็นด้วยที่จะยกย่องแม่ชี จะเป็นนักบวชหรือฆราวาสก็ให้ชัดเจนลงไป แต่เมื่อสมัครใจเป็นแม่ชี แม่ชีก็ควรที่จะได้สิทธิพิเศษต่างๆ อันควรจะมีจะทำให้แม่ชีได้ทำงานด้านศาสนกิจต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ได้สะดวกขึ้น หลาย ๆ ท่านมีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมในระดับสูงทีเดียว เป็นผู้สงบเสงียมและ ช่วยศาสนากิจได้อย่างดีเยี่ยมอีกทางหนึ่ง ท่านเป็นสตรีผู้กล้าที่ปกติไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย.. grin :grin :grin

 

» รายงานความคิดเห็นไม่เหมาะสม

แม่ชี

โดย: อนันต์ () on 10-08-2011 01:25

แม่ชี

โดย: อนันต์ on 10-08-2011 01:25

เฮ้อ น่าเห็นใจ แต่ก็ข้องใจว่า ทำไมคณะสงฆ์จึงปล่อยละเลยมานานได้ขนาดนี้ กราบนมัสการถามท่าน ท่านเห็นอย่างไร 
เป็นนักบวชดีหรือไม่เป็นนักบวชดี ส่วนตัวเห็นว่าท่านเป็นนักบวชดี เพราะถ้าไม่เป็นนักบวช ความเป็นอยู่ของแม่ชีมากมายจะลำบาก ส่วนท่านแม่ชีเห็นเช่นไร

 

» รายงานความคิดเห็นไม่เหมาะสม

ชี...ช้ำ

โดย: moccona on 09-08-2011 23:00

ชีช้ำ จริง ๆ ค่ะ ปัจจุบัน แม่ชี ไม่ได้อยุ่ในสถานะ ที่ได้รับการยกย่อง เลย ส่วนใหญ่จะมองเพียงแค่ว่า มาบวชเพราะ อกหัก หรือ มีปัญหา ...ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ใช่แบบนี้น เพราะ แม่ชีก็มีการถือศีล ปฎิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด โดยส่วนตัว มองว่า แมชี ก็คือ นักบวช ดังนั้น ควรยกสถานะ และ มีการดูแล ให้สิทธิ์ต่างๆ ที่ควรพึงได้ ...รัฐบาล จะช่วยไม่ได้เชียวหรือ .. ?

 

» รายงานความคิดเห็นไม่เหมาะสม

รายการ 10 จาก 11 ความเห็น



บันทึกความเห็นของท่าน
ชื่อ
อีเมล์
หัวข้อ  
 
ความเห็น
  บันทึกตัวอักษรทั้งหมดไม่เกิน:  
   Notify me of follow-up comments
   
   

ความเห็นอื่นๆ...



mXcomment  © 2007-2012 - visualclinic.fr
License Creative Commons - Some rights reserved
 
ข่าวพระพุทธศาสนา
"มส."ค้าน ปชป.ชงแก้กม.สง...
มส. ค้านแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่ ปชป.เตรียมเสนอแก้ ไข ชี้กระท...
อ่านต่อ  ]
วธ.เผยรายชื่อผู้ทำคุณประ...
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. นายธีระ สลักเพชร รมว.กระทรวงวัฒนธรรม (...
อ่านต่อ  ]
ข่าวประชาสัมพันธ์
ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ...
สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดยังคงวิกฤต  ทำให้ประชาชน...
อ่านต่อ  ]
พิธีพุทธาภิเษก "พระพุทธมา...
เมื่อวันที่ ๑๗ ก.ย. ๒๕๕๔ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเท...
อ่านต่อ  ]
บทความ
พ.ร.บ.คุ้มครองฯ...ปก...
เทปบันทึกรายการ คม ชัด ลึก : พรบ.คุ้มครองพระพุทธ...
อ่านต่อ  ]
 
 
 
Design & Maintanance by Tarapong. Mobile : 086 628 4201